Inspiration : Robert Capa

44008-004-637AA387

“ถ้าภาพของคุณไม่ดีพอ แปลว่าคุณอยู่ใกล้ไม่พอ” คุ้นๆ กับประโยคนี้กันไหมครับ?  นี่เป็นคำพูดของ Robert Capa ช่างภาพแนวสารคดีที่มีความสามารถในการสร้างภาพที่โดดเด่นและมีอิทธิพลต่อโลกศิลปะการถ่ายภาพเป็นอย่างมาก  และเป็นอีกคนหนึ่งที่เป็นแรงบันดาลใจให้กับผมครับ

44008-004-637AA387

Robert Capa

(Photo Credit : global.britannica.com )

Robert Capa (เกิด. 2456) เคยถ่ายสงครามมาแล้ว 5 ครั้ง   รวมทั้งสงครามกลางเมืองสเปน   สงครามโลกที่ 2 และสงครามอินโดจีน    Capa มีพรสวรรค์ในการเล่าเรื่องราวผ่านรูปถ่าย   งานหลักๆ ของเขาคือภาพถ่ายระหว่างที่มีการต่อสู้ รวมถึงผลกระทบที่มันมีต่อทหารและผู้คน  และช่วงเวลาที่สงบสุข  

จุดสนใจของแต่ละรูปก็คืออารมณ์ของคนในภาพนั้น Capa เคยกล่าวไว้ว่า จริงๆ แล้วเขาไม่สนใจเรื่องสงครามและความความรุนแรงเลย แต่เขาสนใจรายละเอียดของผู้คน  อารมณ์ความรู้สึกที่แรงและใกล้ชิด  เช่น ความเจ็บปวด และความสับสนที่สงครามได้กระทำต่อพวกเขา

DP132535

The Falling Soldier

(Photo Credit : metmuseum.org )

ในปี 2479-2482  Capa ได้ถ่ายภาพช่วงสงครามเมืองสเปน ในช่วงนั้นเขาได้เรียนรู้ถึงการถ่ายภาพอย่างฉับพลันและใกล้ชิด หนึ่งในภาพที่เขาถ่ายชื่อ The Falling Soldier ได้ถูกแพร่กระจายไปทั่ว จนทำให้เขามีชื่อเสียงขึ้นมา   ชุดรูปถ่ายที่มีชื่อเสียงมากที่สุดของเขาก็คือระหว่างสงครามโลกครั้งที่ 2  เมื่อเหล่าทหารได้บุกรุกเมือง Normandy ประเทศฝรั่งเศสในปี 2487  (ฉากเดียวกับในหนัง Saving Private Ryan ของ Spielberg เป๊ะ)  Capa ใช้กล้อง Contax II และเลนส์ 50mm ในการถ่ายภาพจำนวน 106 รูป   แต่มีแค่ 11 รูป (The Magnificent Eleven) เท่านั้นที่ถูกรอดออกมาให้เห็นกันเพราะว่ามีปัญหาในห้องมืดที่ใช้ล้างฟิล์ม ทำให้ภาพอื่นโดนทำลายหมด

photo2

หนึ่งใน 11 รูปของชุด The Magnificent Eleven

(Photo Credit : metmuseum.org )

“ผมทนเห็นเลือดไม่ได้เลย ตั้งแต่ผมเริ่มทำงานมาผมไม่เคยถ่ายภาพศพเลยสักครั้ง ผมถ่ายแต่ชีวิตเท่านั้น” – Robert Capa

หลังสงครามโลกจบลง Capa ก็ได้ก่อตั้ง Magnum Photos กับเพื่อนๆ ช่างภาพในปี 2490 หนึ่งในนั้นก็คือ Henri Cartier-Bresson นั่นเอง Magnum Photos เป็นบริษัทที่แรกที่ถูกก่อตั้งไว้สำหรับนักถ่ายภาพฟรีแลนซ์ทั่วโลก  ซึ่งสไตล์การถ่ายรูปแบบฉับพลัน  เพียงแค่ ‘ช่วงเสี้ยวนาทีที่ตัดสินใจ’ (the decisive moment) ของ Capa นั้นกลายมาเป็นสไตล์ที่ถูกเชื่อมโยงกับ Magnum Photos ตั้งแต่นั้นมา

ไม่กี่ปีหลังจากนั้น นิตยสาร LIFE ขอให้ Capa ไปร่วมกับกรมทหารฝรั่งเศสเพื่อเก็บภาพสงครามอินโดจีน ในวันที่ 25 พฤษภาคม 2497 ระหว่างที่กองทหารที่เขาอยู่ด้วยกำลังผ่านโซนอันตราย Capa ตัดสินใจกระโดดลงจากรถเพื่อที่จะไปถ่ายภาพเพิ่ม แต่เขาไปเผลอเหยียบระเบิดเข้าและเสียชีวิตที่โรงพยาบาลไม่นานหลังจากนั้นโดยยังถือกล้องตัวโปรดไว้ในมือ

ถึงแม้ว่าชีวิตของเขาจะสั้น แต่เขาก็ได้ทิ้งภาพถ่ายที่มีค่าไว้ Capa ไม่เคยคิดว่าตัวเองเป็นศิลปิน  เขามองว่าเขาเป็นเหมือนนักข่าวมากกว่า   เขาเลือกที่จะไม่ใช้เทคนิคถ่ายรูปอะไรมากมายเกินควร เพราะเขาเชื่อว่ามันคงเหมือนการหมิ่นเหยียดหยามถ้าเกิดเขาห่วงเรื่องเทคนิคความงามของภาพมากเกินจนลืมว่าคนในภาพของเขานั้นกำลังอยู่ในภัยอันตราย เขาเคยกล่าวไว้ว่า “ผมยอมมีภาพที่โดดเด่นและทรงพลัง แต่เทคนิคไม่ได้ดีเลิศ ดีกว่ากลับกันที่ภาพมีแต่เทคนิค”

นี่เป็นช่างภาพหนึ่งในแรงบันดาลใจที่ผมนำมาปรับใช้  เพราะทุกเหตุการณ์ที่เกิดขึ้นตรงหน้า  มันเป็นเพียงสิ่งที่เกิดขึ้นเพียงครั้งเดียว และไม่มีเหตุการณ์ไหนที่จะเกิดซ้ำได้เหมือนกันร้อยเปอร์เซนต์ครับ

ขอบคุณข้อมูลจาก:   skylighters   army-photographer  

Comments